| เทศกาลกินเจ |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator |
| วันอังคารที่ 12 มกราคม 2010 เวลา 15:50 น. |
เทศกาลกินเจ ตรงกับช่วงระยะเวลา วันที่ 1 เดือน 9 ถึงวันที่ 9 เดือน 9 ตามจันทรคติ ของ ปฏิทินจีน ผู้คนส่วนหนึ่งจะไม่กินเนื้อสัตว์ ทำให้ได้ช่วยชีวิตสัตว์ไว้ได้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากมีการฆ่าสัตว์น้อยลง ผู้คนที่ศรัทธาในพุทธศาสนาจะพากันสละกิจโลกียวัตร และ พากันเข้าวัดวาอารามบำเพ็ญศีลสมาทาน กินเจ คือ บริโภคแต่อาหารจำพวกพืชผัก และ ผลไม้เป็นหลัก ละเว้นไม่กระทำกิจใด ๆ อันนำมาซึ่งการเบียดเบียนเดือดร้อนให้เกิดแก่สัตว์โลก คือการไม่เอา ชีวิต เลือด เนื้อของสัตว์โลกให้มาเป็นของเรา พากันซักฟอกมลทินออกจากร่างกาย วาจา และ ใจ สวมเสื้อผ้าขาวสะอาด เข้าวัดเข้าวา พร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียน ทำบุญทำทานแก่สัตว์โลกผู้ยากไร้ ถือศีลกิจเจเป็นเวลา 9 วัน ![]() เทศกาลกินเจ สำหรับปีนี้ ตรงกับวันที่ 29 กันยายน ถึง 7 ตุลาคม 2551 แต่พุทธบริษัทจีน และ ผู้ถือศีลกินเจ จะมีการชำระกระเพาะให้สะอาดก่อน โดยการกินเจในมื้อเย็นก่อนวันจริง 1 มื้อ และ มื้อเช้าหลังวันที่เก้าขึ้น 9 ค่ำอีก 1 มื้อเป็นการลา ซึ่งจะเป็นวันส่งเจ้า ในช่วง 9 วันนี้ ทุกวันคี่ จะถือเป็นวันเจใหญ่ พุทธบริษัทจะไปทำบุญ และ กินเจที่ศาสนสถาน นอกนั้นจะถือศีลกินเจที่บ้าน ![]() ![]() ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดรับเจ้าในวันที่ 28 กันยายน 2551จากนั้น มีพระสงฆ์ประกอบพิธีสวดคาถามหามงคลทุกวัน กำหนดการอื่น ๆมีดังนี้ / พิธีเบิกเนตรองค์ยมทูต และพิธีลอยกระทง ในวันที่ 4 ตุลาคม / มีพิธีทิ้งกระจาดในศาลเจ้าไต้ฮงกงตอนช่วงบ่าย / พิธีเวียนเทียนรอบศาลเจ้าในตอนหัวค่ำ / วันที่ 8 ตุลาคม เป็นวันส่งเจ้าในช่วงเช้า สิ้นสุดช่วงเทศกาลกินเจประจำปี เทศกาลกินเจ เก๋าอ่วงเจ หรือ กิ๋วอ่วงเจ แล้วแต่จะออกเสียง เป็นพิธีกรรมที่พุทธบริษัทไทยเชื้อสายจีนถือปฏิบัติมาแล้วนับสิบ นับร้อยปี โดยทั่วไป ผู้ที่จะเข้าสู่เทศกาลนี้ จะต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมพอสมควร ผู้ที่ถือเคร่ง จะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีขาวบริสุทธิตลอดทั้งเทศกาล นอกจากจะกินเจเคร่ง คือการไม่กินพืชผักที่มีกลิ่นหอม หรือ เผ็ดร้อนอันจะนำมาซึ่งกามกิเลศ เช่น หัวหอม กระเทียม ไม่กินแม้กระทั่งน้ำนม ซึ่งผู้กินมังสะวิรัติ บางส่วนจะถือว่าน้ำนมนั้นกินได้ จะไม่ข้องแวะทางโลกีย์วิสัย คิด และ ทำแต่สิ่งที่ดี ระมัดระวังสำรวมในการพูดจา ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้อยู่เพียงแค่นั้นว่า เมื่อถึงเทศกาลนี้ ต้องทำอย่างนี้ แต่จะทราบถึงเหตุที่มาแห่งเทศกาลนี้คงมีเพียงน้อยนิด แต่ที่มาแห่งเทศกาลกินเจนั้นไม่ได้มีมาแต่ความเชื่ออย่างเดียว มีที่มาหลากหลาย ดังจะได้กล่าวต่อไปนี้ ![]() เทศกาลกินเจ มาจากคำบอกเล่าที่เล่าต่อ ๆ กันมาเป็นเชิงปรำปรา และ มาจากคำสอน ความเชื่อทางศาสนาพุทธ ฝ่ายนิกายมหายาน เป็นกุศโลบายให้คนทำความดี เหมือนเช่นเรื่องอื่นๆ แต่คนรุ่นหลังได้มีการเพิ่มเติมเสริมแต่งพิธีการ เพื่อให้เกิดความขลัง ให้มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จึงทำให้กลายเป็นพิธีการที่ต้องใช้เงินใช้ทองมากมายในการประกอบพิธีให้ครบถ้วน เทศกาลตรุษจีน หากจะถือตามนิยายปรำปราอิงประวัติศาสตร์ในปลายราชวงศ์ซ้อง ซึ่ง บันทึกไว้ในหนังสือ “ประวัติวัฒนธรรมจีน” เรียบเรียงโดย ล.เสถียรสุต เล่าไว้ว่า กษัตริย์องค์สุดท้ายมีพระชนม์ชีพเพียง 9 พรรษา เสด็จหนีพวกมงโกลไปยังเกาะไต้หวัน แต่ได้สิ้นพระชนม์ชีพที่กลางทะเลนั่นเอง ข้าราชบริพาร พากันแต่งกายไว้ทุกข์ และ จัดพิธีทางศาสนาพุทธเป็นการอำพราง แต่สิ่งของต่าง ๆ ในพิธีเป็นสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่กษัตริย์จีนใช้ และ ในพิธียังใช้ราชาศัพท์ ชาวจีนแต้จิ๋วที่เดินทางมาจากฮกเกี้ยนที่ซึ่งกษัตริย์องค์สุดท้ายในราชวงศ์ซ้องเหยียบแผ่นดินเป็นแห่งสุดท้าย ได้นำพิธีดังกล่าวมาประเทศไทยด้วย ซึ่งชาวแต้จิ๋วในประเทศจีนเองไม่มีพิธีนี้ ![]() อีกความเชื่อหนึ่ง มาจากการบูชาดาวนพเคราะห์ทั้งปวง ตามความเชื่อในพุทศาสนาฝ่ายมหายานของจีน ที่ถือการทำบุญทำทานแก่ผู้ยากจน เป็นที่นิยมมาแต่โบราณ เชื่อกันว่าการกินเจนั้นให้ผลดีทางด้านจิตใจ เป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ได้แผ่เมตตา กรุณา ช่วยชีวิตให้สัตว์ให้รอดตายได้จริง ๆ จากตอนหนึ่งในหนังสือ “ประวัติการกินเจ” ของอาจารย์เสถียร โพธินันทะ พิมพ์โดยโรงเจฮั่วเฮียง ท่านกล่าวถึงประวัติการกินเจเดือนเก้าจีนไว้มีใจความว่า ![]() พิธีการกินเจเดือนเก้าตามปฏิทินจีนทุก ๆ ปี มีกำหนด 9 วันนั้น ลัทธิมหายานในพุทธศาสนามีอรรถาธิบายว่า เป็นการประกอบพิธีกรรมสักการบูชาพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ กับ พระโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรือ นัยหนึ่งคือ “ดาวพระเคราะห์ทั้ง 9” ซึ่งในพระสูตร “ปั๊กเต้าโก้วฮุดเซียวไจเอี่ยงซิ่วเมียวเกง”ได้เอ่ยนามไว้ และได้แบ่งภาคต่อ ๆ มาเป็น ดาวนพเคราะห์คือ ดาวไท่เอี๊ยงแช คือ พระอาทิตย์ เมื่อถึงขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ตามจันทรคติจีน เทพเจ้าทั้ง 9 จะผลัดเปลี่ยนกันมาตรวจโลก คอยให้คุณให้โทษแก่ประชาชนทั่วไป ด้วยความที่เทพเจ้าทั้ง 9 ทรงมีน้ำพระทัยเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาคุณ ควบคุมให้ถึงพร้อมด้วยความบริบูรณ์ทางธรรม สอดส่องควบคุมทุกข์สุขของสัตว์โลกด้วย บัณฑิตโบราณจึงบัญญัติไว้ว่า การทำพิธีกรรมบูชาดาวนพเคราะห์ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ ให้พุทธบริษัทมาประชุมบำเพ็ญกุศลวัตรถวายพุทธบริโภค รักษาศีล สดับฟังพระอภิธรรม และ ธรรมเทศนา บริจาคไทยทาน ทิ้งกระจาด และ ลอยกระทงแผ่กุศลแก่สัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากในนรกอเวจี อันมีเปรตอสูรกายเป็นอาทิ และ ทำการปล่อยนกปล่อยปลา เต่า เป็นต้น ![]() ส่วนความเชื่ออันเป็นที่มาของการถือศีลกินเจของภาคใต้ โดยเฉพาะที่ภูเก็ตนั้น มีที่มาเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และ พระโพธิสัตว์เช่นกัน และ มีชื่อพระพุทธเจ้าต่างออกไปบ้างแต่สุดท้ายก็แบ่งภาคมาเป็น นพราชาเหมือนกัน เบื้องต้น มาจากแคว้น กังไส พระราชโอรสทั้งเก้าเสียชีวิตในสงคราม และจุติเป็นวิญญาณอมตะเที่ยวสอดส่องดูแลทุกข์สุขของชาวเมืองกังไส และได้แนะนำให้เศรษฐีผู้ใจบุญให้ถือศีลกินเจ ผลไม้ 5 อย่าง ผัก 6 อย่าง พร้อมกับจุดตะเกียง 9 ดวง อันหมายถึงพระราชโอรสทั้ง 9 พระองค์ ในระหว่างกินเจ ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามของคาวทุกชนิด ห้ามดื่มของมึนเมาเป็นต้น เศรษฐีเห็นว่าพระราชโอรสได้สอนและหายตัวไปในวันที่ 1 เดือน 9 จึงได้กินเจวันดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาคณะงิ้วผ่านมาเห็นเป็นเรื่องน่ารู้จึงนำเรื่องราวไปแต่งเติมและเล่นงิ้วเผยแพร่ไปทั่ว พิธีกินเจที่คณะงิ้วนำไปแสดงนั้นมีกำหนดพิธีการต่าง ๆ เป็นขั้นเป็นตอนเช่น พิธีอัญเชิญพระอิศวรมาประทับเป็นประธานในพิธีกินเจ พิธีสักการะนพราชา พิธีปล่อยทหารเอกออกไปรักษามลฑณพิธี พิธีเลี้ยงอาหารทหาร พิธีเรียกทหารกลับ พิธีลุยไฟ พิธีสะเดาะเคราะห์เสริมดวงชะตา และจบด้วยพิธีบวงสรวงดาวนพเคราะห์ ซึ่งพิธีกินเจบางแห่ง เช่นทางภาคใต้ของไทยมีการแสดงทรมานกาย มีการแสดงทางทหารเช่นการแสดงเอ็งกอ นั่นก็มาจากคณะงิ้วที่นำมาเผยแพร่นั่นเอง ![]() การถือศีลกินเจในเทศกาลกินเจเดือน 9 ตามปฏิทินจีนตามข้างต้นนั้น เป็นความเชื่อที่ถือกันมาแต่โบราณ เป็นกุศโลบายของนักปราชญ์ ราชบัณฑิต ผู้มีกุศลจิตในสมัยนั้นที่ต้องการให้ผู้คนให้อยู่ในศีลในธรรม ถือศีลกินเจ ทำบุญทำทานเพื่อให้จิตใจอ่อนโยน มีความเมตตา กรุณาต่อมวลสัตว์โลกทั้งหลาย แม้ความเชื่อจะต่างกัน แต่ผลแห่งการกระทำนั้นคือจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ บุคคลทั่วไปควรจะลดละอกุศลกรรมทั้งมวล อุตสาหสะสมแต่สิ่งที่ดีงาม เพื่อรับพรจากเทพเจ้าทั้ง 9 กระองค์ ก็จักทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตสืบไป
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 14:18 น. |
กิจกรรมที่จะมาถึง
ฟังเพลง/音樂 Mp3
Copyright © 2009 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง / 華 僑 報 德 善 堂 / POH TECK TUNG FOUNDATION. All rights reserved.
OpenSource by : Joomla.org
มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง 326 ถนนเจ้าคำรพบรรจบกับถนนพลับพลาไชย แขวงป้อมปราบฯ กรุงเทพ 10100
โทรศัพท์ 0-2225-0020, 0-2225-3211, 0-2623-0545-52 โทรสาร 0-2226-2567
Poh Teck Tung Foundation 326 Chao Kam Rop Road., Pomprabsatrupai Bangkok 10100
Tel: 0-2225-0020, 0-2225-3211, 0-2623-0545-52 Fax: 0-2226-2567












